ค้นหาข้อมูล
 
 

บทความสาระน่ารู้ Inhouse Training แสดงความคิดเห็น

 
กระทรวงอุตสาหกรรม
 
สำนักงานประกันสังคม
   
กระทรวงแรงงาน
   
   
 
  การบริหารและการจัดการทรัพยากรมนุษย์
     [0] เทคนิคการตั้งเป้าหมายและวางแผนปฏิบัติการที่สัมฤทธิผล (Smart Goal Setting & Effective Action Plan)
     [101] อยู่ระหว่างการปรับปรุงหลักสูตร
     [102] กลยุทธ์การบริหารและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ยุคใหม่ (Modern Human Resources Management and Development)
     [103] การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management)
     [104] เทคนิคการบริหารคนสำหรับหัวหน้างาน (HR for Non-HR)
  พลังงาน สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย
     [202] ความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร
     [203] ความปลอดภัยในการใช้สารเคมี
     [203] ความปลอดภัยในการใช้สารเคมี
     [204] การจัดทำแผนฉุกเฉินกรณีสารเคมีรั่วไหล
     [205] การจัดสภาพแวดล้อมในการทำงาน (Working Environment Management)
  หมวดกฎหมายแรงงาน
     [301] การใช้มาตรการทางวินัยที่ถูกต้องตามกฎหมายแรงงาน
     [302] การบริหารแรงงานสัมพันธ์สำหรับหัวหน้างาน (Labour Relation Management for Supervisor)
     [303] การสร้างและบริหารแรงงานสัมพันธ์ที่ดีภายในองค์กร
     [304] กฎหมายแรงงานที่สำคัญซึ่งผู้บริหารและหัวหน้างานต้องรู้และเข้าใจ
     [305] บทบาทหน้าที่ของกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบการ : ภาคปฏิบัติ
  การบำรุงรักษาทวีผล
     [401] 5ส. เพื่อเพิ่มผลผลิต
     [402] 5ส. ภาคปฏิบัติและเครื่องมือในการบริหารกลุ่มกิจกรรม 5ส.
     [403] การดำเนินกิจกรรม 5ส. อย่างมีประสิทธิภาพ (5S for Work Improvement)
     [404] การบำรุงรักษาทวีผลที่ทุกคนมีส่วนร่วม หลักสูตร 1 วัน (Total Productive Maintenance)
     [405] 5 ส และ Kaizen เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
  ส่งเสริมคุณภาพและมาตรฐาน
     [501] กลยุทธ์การประเมินผลกิจกรรม QCC “Strategic of QCC Evaluation”
     [502] หลักสูตร องค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace)
     [503] การสร้างจิตสำนึกด้านคุณภาพ (Quality Mind & Awareness)
     [504] QCC ระดับผู้ปฎิบัติ (กลุ่มสมาชิก)
     [505] QCC ระดับที่ปรึกษา (ที่ปรึกษากลุ่ม)
  การบริหารต้นทุน ขาย จัดซื้อ โลจิสติกส์
     [601] การบริหารงานด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (Logistics and Supply Chain Management)
     [602] เทคนิคการลดต้นทุน (Cost Reduction Techniques)

                                  

 
 


  ฟรี Counter

 
 
บทความ: การสร้างและนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ  
ผู้เขียน: ดร. ปิยนันท์ สวัสดิ์ศฤงฆาร
อีเมล์: drpiyanan@gmail.com
 
 

กลยุทธ์ เป็นแผนงานที่นำมาใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไม่แน่นอน เราจำเป็นต้องสร้างกลยุทธ์เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพเนื่องจากทรัพยากรที่จะใช้มีจำนวนจำกัด

กลยุทธ์เป็นเรื่องของการกำหนดเป้าหมาย คือกำหนดว่าจะต้องทำอะไรบ้างจึงจะบรรลุเป้าหมาย แล้วจัดสรรทรัพยากรเพื่อนำมาใช้กับการกระทำนั้น กลยุทธ์จึงเป็นการอธิบายให้รู้ว่าจะบรรลุเป้าหมายด้วยทรัพยากรนั้นได้อย่างไร โดยปกติแล้วการสร้างกลยุทธ์เป็นภาระหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูงในองค์กร กลยุทธ์อาจอยู่ในรูปแผนงานหรือการปรับตัวขององค์กรให้เข้ากับสภาพแวดล้อมหรือเข้าต่อสู้กับคู่แข่ง

 

องค์ประกอบของกลยุทธ์

            ศาสตราจารย์ Richard P. Rumelt กล่าวว่า กลยุทธ์ที่ดีจะต้องมีโครงสร้างซึ่งเป็นแก่น (kernel) สามส่วน ได้แก่

1.           การวินิจฉัย (diagnosis) บรรยายให้เห็นถึงเนื้อหาสาระของปัญหา

2.           นโยบายหลัก (guiding policy) ที่จะนำมาใช้กับปัญหานั้น

3.           แผนปฏิบัติการ (action plans) ต่างๆ ที่สอดคล้องต้องกันซึ่งจะนำมาใช้สนองนโยบายหลัก

 

ประธานาธิบดีเคนเนดี้เคยปาฐกถาเรื่อง “วิกฤตขีปนาวุธคิวบา” นับเป็นตัวอย่างที่ดีที่ทำให้สามารถเข้าใจโครงสร้างกลยุทธ์ตามแนวคิดของ Rumelt ได้อย่างชัดเจน

 

การวินิจฉัย : “รัฐบาลขอสัญญาว่าจะติดตามเฝ้าดูงานก่อสร้างทางทหารของโซเวียตที่กระทำบนเกาะคิวบาอย่างใกล้ชิด โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีหลักฐานแน่ชัดว่าได้มีการเตรียมการสร้างฐานยิงขีปนาวุธหลายชุดบนเกาะคิวบา วัตถุประสงค์ของการสร้างฐานยิงดังกล่าวเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากการเพิ่มศักยภาพการโจมตีประเทศในซีกโลกตะวันตกด้วยอาวุธนิวเคลียร์”

 

นโยบายหลัก: “วัตถุประสงค์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงของเรา คือ การป้องกันไม่ให้มีการใช้ขีปนาวุธต่อประเทศอเมริกาหรือประเทศอื่น และยืนยันการให้ถอนหรือกำจัดขีปนาวุธนี้ออกไปจากซีกโลกตะวันตก”

 

แผนปฏิบัติการ: “ขั้นตอนแรกของทั้งสิ้นเจ็ดขั้นตอน คือ การสกัดกั้นอุปกรณ์ทางทหารทุกชนิดที่ขนส่งทางเรือมายังประเทศคิวบา เรือทุกลำที่มายังประเทศคิวบาไม่ว่าจากชาติหรือท่าเรือใด หากพบว่าบรรทุกอาวุธคุกคามจะถูกสั่งให้หันหัวกลับ”

           

            Rumelt กล่าวว่า กลยุทธ์มีคุณสมบัติที่สำคัญสามประการ คือ (1) คิดล่วงหน้า (2) ประมาณการพฤติกรรมของผู้อื่น และ (3) กำหนดการกระทำที่มีความสอดคล้องสัมพันธ์และมุ่งหมายให้เกิดผลสำเร็จ กลยุทธ์ตามความเห็นของเขาเป็นการคิดแก้ปัญหาด้วยการใช้องค์ประกอบที่หลากหลายซึ่งต้องลงมือปฏิบัติและปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ไม่ใช่เป็นเพียงแผนงานหรือทางเลือก

 

การสร้างและนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ

            กลยุทธ์ประกอบด้วยกระบวนการสองกระบวนการ คือ

1.           การสร้างกลยุทธ์ (formulation) เกี่ยวข้องกับ

1.1    การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์

1.2    การวินิจฉัย

1.3    การพัฒนานโยบายหลักโดยใช้การวางแผนกลยุทธ์และการคิดเชิงกลยุทธ์

2.           การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ (implementation) เกี่ยวข้องกับการทำแผนปฏิบัติการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ในนโยบายหลัก

Bruce Henderson กล่าวว่า กลยุทธ์ขึ้นอยู่กับความสามารถในการมองไปในอนาคตให้เห็นถึงผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำในปัจจุบัน การสร้างกลยุทธ์จะต้องอาศัยปัจจัยสำคัญสามประการ ได้แก่

1)         ความรู้จริงเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางการตลาดและคู่แข่ง

2)         ความสามารถในการนำความรู้ไปปรับใช้อย่างเป็นระบบ

3)         จินตนาการและตรรกะในการเลือกใช้ทางเลือกที่มีอยู่

 

Henderson ให้ความเห็นว่าเราต้องให้คุณค่าและความสำคัญกับการสร้างและใช้กลยุทธ์เนื่องจากเรามีทรัพยากรจำกัดและเมื่อตัดสินใจใช้แล้วก็ไม่สามารถจะทวงคืนกลับมาได้ นอกจากนั้นยังมีความไม่แน่นอนในหลายๆ เรื่อง เช่น ความสามารถเจตนาหรือการรวมหัวกันของคู่แข่ง และการควบคุมการปฏิบัติ

กลยุทธ์ธุรกิจสมัยใหม่เริ่มมีการศึกษาและทดลองปฏิบัติกันจริงจังในทศวรรษที่ 1960 ก่อนหน้านั้นแทบจะไม่มีแนวคิดเรื่อง “กลยุทธ์” หรือ “คู่แข่ง” ปรากฎในบทความด้านการบริหารเลย

 

Alfred Chandler (1962) กล่าวว่า “กลยุทธ์คือการกำหนดเป้าหมายระยะยาวของกิจการและการจัดกิจกรรมตลอดจนทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น”

 

Michael Porter (1980) กล่าวว่า “กลยุทธ์คือสูตรคร่าวๆ ในเรื่องที่ว่าธุรกิจจะทำการแข่งขันกับคู่แข่งอย่างไร เป้าหมายควรเป็นเช่นไร และจะใช้นโยบายอะไรในการทำให้บรรลุเป้าหมายเหล่านั้น”

 

Henry Mintzberg (1998) ให้ความหมายกลยุทธ์ไว้ห้าประการ

1.               กลยุทธ์คือแผนงาน (Plan) ว่าจะทำอะไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

2.               กลยุทธ์คือรูปแบบการดำเนินงาน (Pattern) เป็นพฤติกรรมที่กระทำต่อเนื่องมาอย่างสม่ำเสมอด้วยกลยุทธ์ที่รู้ตัวอยู่ตลอดว่ากำลังทำอะไรอยู่ เมื่อไรก็ตามที่รูปแบบการดำเนินการได้เปลี่ยนไปจากเดิม นั่นคือรูปแบบหนึ่งของกลยุทธ์ที่ได้ถูกนำมาใช้

3.               กลยุทธ์คือสถานะที่เป็นอยู่ (Position) ของตราสินค้า ของสินค้า หรือขององค์กรในตลาดตามความคิดเห็นหรือมุมมองของลูกค้าหรือผู้มีประโยชน์ได้เสีย กลยุทธ์โดยพื้นฐานแล้วจะถูกกำหนดโดยปัจจัยภายนอกองค์กร

4.               กลยุทธ์คือกลอุบาย (Ploy) เป็นการจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างเพื่อเอาชนะคู่แข่งขัน

5.               กลยุทธ์คือท่าที (Perspective) การดำเนินกลยุทธ์จะเป็นไปตามทฤษฎีธุรกิจหรือตามความเห็นชอบขององค์กร

 

การวางแผนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Planning)

            คือการอธิบายว่ากลยุทธ์หรือทิศทางการดำเนินการจะเป็นอย่างไร จะจัดสรรทรัพยากรเพื่อนำมาใช้กับกลยุทธ์อย่างไร และอาจรวมไปถึงการควบคุมกลไกในการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ การวางแผนเชิงกลยุทธ์เริ่มใช้กันแพร่หลายในองค์กรต่างๆ นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเชิงกลยุทธ์ (strategic management) นักวางแผนกลยุทธ์จะทำงานกันเป็นทีมเพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรและสภาพแวดล้อมที่องค์กรเข้าไปเกี่ยวข้อง

            เนื่องจากการวางแผนเชิงกลยุทธ์เป็นกระบวนการ จึงมี input, activities และ output ปกติแล้วจะเป็นการกระทำซ้ำๆ โดยมีข้อมูลป้อนกลับเข้าสู่กระบวนการเป็นระยะๆ องค์ประกอบบางตัวของกระบวนการวางแผนเชิงกลยุทธ์จะเป็นการกระทำที่ทำไปอย่างต่อเนื่อง แต่บางตัวจะเป็นเหมือนการกระทำที่แยกเป็นอิสระที่มีเวลาเริ่มและสิ้นสุดที่แน่นอน การวางแผนเชิงกลยุทธ์จะทำหน้าที่ป้อนข้อมูลให้แก่อีกกระบวนการหนึ่งที่เรียกว่า ความคิดเชิงกลยุทธ์ (strategic thinking) เพื่อพัฒนาให้เป็นกลยุทธ์ขององค์กร ในกระบวนการดังกล่าวจะประกอบด้วยการวินิจฉัยสภาพแวดล้อมและสถานะคู่แข่งขององค์กร นโยบายหลักที่องค์กรตั้งใจจะทำให้สำเร็จ และการริเริ่มดำเนินการหรือแผนปฏิบัติการเพื่อให้บรรลุผลตามนโยบายหลัก

           

            Michael Porter (1980) กล่าวว่า ในการสร้างกลยุทธ์ที่มีประสิทธิผลจะต้องพิจารณาในองค์ประกอบสี่ประการต่อไปนี้

1.           จุดอ่อนและจุดแข็งขององค์กร

2.           คุณค่าส่วนบุคคลของผู้เป็นหลักในการดำเนินกลยุทธ์ เช่น ฝ่ายบริหารหรือกรรมการบริหาร

3.           โอกาสและภัยคุกคามของอุตสาหกรรม และ

4.           ความคาดหวังทางสังคมโดยรวม

องค์ประกอบสองประการแรกเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับปัจจัยภายในขององค์กร เช่นสภาพแวดล้อมภายใน ในขณะที่สององค์ประกอบหลังเกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอก เช่นสภาพแวดล้อมภายนอก องค์ประกอบทั้งสี่ประการนี้ต้องนำมาใช้ประกอบการพิจารณาตลอดเวลาในการวางแผนเชิงกลยุทธ์

กระบวนการวางแผนกลยุทธ์ประกอบด้วย

Input

            ได้แก่ข้อมูลซึ่งรวบรวมจากหลายๆ แหล่ง เช่น จากการสัมภาษณ์ผู้บริหาร การทบทวนเอกสารในเรื่องการแข่งขันในตลาด ผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับธุรกิจของคู่แข่ง ข้อมูลอุตสาหกรรม ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้รวบรวมขึ้นเพื่อให้เข้าใจสภาพแวดล้อมตลอดจนโอกาสหรือความเสี่ยงในการแข่งขัน ข้อมูลอื่นที่มีประโยชน์ได้แก่ข้อมูลที่ช่วยให้เข้าใจค่านิยมขององค์กร เช่น วิสัยทัศน์หรือพันธะกิจขององค์กร

Activities

            ได้แก่การวางแผนกลยุทธ์ อาจจะทำด้วยการประชุมหรือการสื่อสารกันด้วยวิธีอื่นๆ ระหว่างผู้นำและบุคคลากรในองค์กรเพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจในสภาพแวดล้อมทางการแข่งขันและวิธีการที่องค์กรควรตอบสนอง ในการวางแผนกลยุทธ์ ผู้นำขององค์กรอาจต้องหาคำตอบหรือข้อมูลต่อคำถามต่อไปนี้

o  อะไรคือธุรกิจหรือสิ่งที่องค์กรสนใจ

o  อะไรที่เป็นคุณค่าในสายตาของลูกค้า

o  สินค้าหรือบริการอะไรที่ควรรวมไว้หรือตัดออกไปจากข้อเสนอทางธุรกิจ

o  อะไรที่เป็นสนามธุรกิจขององค์กร

o  อะไรที่ทำให้องค์กรแตกต่างจากคู่แข่งในสายตาของลูกค้าหรือผู้มีประโยชน์ได้เสียอื่นๆ

o  ควรพัฒนาทักษะหรือทรัพยากรอะไรภายในองค์กร

Output

            คือตัวแผนกลยุทธ์ที่อธิบายถึงกลยุทธ์ขององค์กรและวิธีปฏิบัติ กลยุทธ์ดังกล่าวอาจประกอบด้วยการวินิจฉัยสถานะของคู่แข่ง นโยบายหลักที่จะให้บรรลุเป้าหมายขององค์กรตลอดจนแผนปฏิบัติการ แผนกลยุทธ์อาจครอบคลุมช่วงระยะเวลาหลายปีโดยมีการปรับปรุงเป็นระยะ องค์กรอาจใช้วิธีการต่างๆ ในการวัดและติดตามความก้าวหน้าของมาตรการที่จัดทำขึ้น เช่น Balanced Scorecard หรือ Strategy Map และอาจจัดทำแผนการเงินให้สอดคล้องกับระยะเวลาตามแผนกลยุทธ์

 

เครื่องมือในการจัดทำแผนกลยุทธ์

            มีเครื่องมือและเทคนิคหลายชนิดที่นำมาใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ เช่น

·      PEST Analysis เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี บางครั้งอาจใช้ PESTLE โดยเพิ่มการวิเคราะห์กฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับทั้งหลาย และระบบนิเวศน์เข้าไปด้วยสำหรับองค์กรบางประเภท

·      Scenario Planning เดิมใช้เฉพาะในวงการทหาร แต่ในระยะหลังได้นำมาใช้กับวงการธุรกิจโดยการจำลองภาพในอนาคตมาวิเคราะห์

·      Porter Five Forces Analysis เป็นการวิเคราะห์พลังทั้งห้าในอุตสาหกรรม ได้แก่ คู่แข่งในปัจจุบัน ลูกค้า คู่ค้า สินค้าทดแทน และคู่แข่งหน้าใหม่

·      SWOT Analysis เป็นการวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งภายในประกอบกับโอกาสและภัยคุกคามจากภายนอก

·      Growth-Share Matrix เป็นการวิเคราะห์หน้าตักขององค์กรว่าธุรกิจใดควรเก็บไว้ ธุรกิจใดควรปลดออกไป

·      Balance Scorecard and Strategy Map เป็นการสร้างกรอบกลยุทธ์เพื่อประโยชน์ในการวัดและควบคุมกลยุทธ์

การคาดหมายผลประกอบการในอนาคตขององค์กรโดยไม่ได้นำสภาพแวดล้อมทางการแข่งขันมาพิจารณา เป็นเพียงการวางแผนการเงินหรือการจัดทำงบประมาณ ไม่ใช่การวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ McKinsey & Company ได้นำเสนอกระบวนการวางแผนว่ามีลำดับของการพัฒนาเป็นสี่ขั้น ได้แก่

1.               การวางแผนทางการเงิน (Financial Planning) เป็นการวางแผนขั้นพื้นฐาน เกี่ยวข้องกับงบประมาณประจำปีและกิจกรรมต่างๆ โดยให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมเพียงเล็กน้อย ยังไม่ถือว่าเป็นแผนกลยุทธ์

2.               การวางแผนผลประกอบการในความคาดหมาย (Forecast-based Planning) เป็นการวางแผนทางการเงินล้ำไปในอนาคตหลายปีโดยมีการกระจายเงินทุนลงไปในหน่วยธุรกิจต่างๆ แต่ยังไม่ถือว่าเป็นแผนกลยุทธ์

3.               การวางแผนวิเคราะห์สภาวะภายนอก (Externally Oriented Planning) โดยวิเคราะห์สถานการณ์และประเมินคู่แข่งไปพร้อมกัน ถือว่าเป็นแผนกลยุทธ์ขั้นพื้นฐาน

4.               การจัดการเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management) เป็นการนำความคิดเชิงกลยุทธ์และกรอบกลยุทธ์ที่ได้รับการวางแผนเป็นอย่างดีมาใช้อย่างครอบคลุม ถือว่าเป็นแผนกลยุทธ์ที่มีประสิทธิผลในการทำงาน

 

17 มิถุนายน 2557

----------------------------------------------------

 
 

บทความของผู้เขียน
  1. ความรู้สึกผูกพันของพนักงาน กับ แนวคิดการบริหารผลการปฏิบัติงานสมัยใหม่
  2. ผ่าทฤษฎีผู้นำ (ตอนที่ 4)
  3. ผ่าทฤษฎีผู้นำ (ตอนที่ 3)
  4. ผ่าทฤษฎีผู้นำ (ตอนที่ 2)
  5. ผ่าทฤษฎีผู้นำ (ตอนที่ 1)
 

หลักสูตรของผู้บรรยาย

บทความล่าสุด
  1. ความรู้สึกผูกพันของพนักงาน กับ แนวคิดการบริหารผลการปฏิบัติงานสมัยใหม่ ผู้เขียน: ดร. ปิยนันท์ สวัสดิ์ศฤงฆาร
  2. ผ่าทฤษฎีผู้นำ (ตอนที่ 4) ผู้เขียน: ดร. ปิยนันท์ สวัสดิ์ศฤงฆาร
  3. ผ่าทฤษฎีผู้นำ (ตอนที่ 3) ผู้เขียน: ดร. ปิยนันท์ สวัสดิ์ศฤงฆาร
  4. ผ่าทฤษฎีผู้นำ (ตอนที่ 2) ผู้เขียน: ดร. ปิยนันท์ สวัสดิ์ศฤงฆาร
  5. ผ่าทฤษฎีผู้นำ (ตอนที่ 1) ผู้เขียน: ดร. ปิยนันท์ สวัสดิ์ศฤงฆาร
  6. ผู้นำกับอำนาจที่ยั่งยืน ผู้เขียน: ดร. ปิยนันท์ สวัสดิ์ศฤงฆาร
  7. การพัฒนาตนเองเพื่อเป็นผู้นำที่แท้จริง ผู้เขียน: ดร. ปิยนันท์ สวัสดิ์ศฤงฆาร
  8. คุณสมบัติและทักษะที่จำเป็นของผู้นำ ผู้เขียน: ดร. ปิยนันท์ สวัสดิ์ศฤงฆาร
  9. การสร้างและนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ ผู้เขียน: ดร. ปิยนันท์ สวัสดิ์ศฤงฆาร
  10. การพัฒนาความปลอดภัยด้วยการควบคุมพฤติกรรมยังใช้ได้ผลเสมอ ผู้เขียน: ดร. ปิยนันท์ สวัสดิ์ศฤงฆาร
 
 
   
 
       
 
 

บริษัท เอช อาร์ เทรนนิ่ง แอนด์ คอนซัลแทนท์ จำกัด
4 / 1185 หมู่ 4 ซ.เสรีไทย 57 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม. 10240
โทรศัพท์ : 02-3796778 โทรสาร : 02-379-7020
mobile: 081-828-9581 (ปิยนันท์) E-Mail : drpiyanan@gmail.com